“มาวดี”ลูกสาว"อาม่าฮวย"ยินดีรับดีเบตคู่ความถ้ามีเวทีหรือรายการใดให้สองฝ่ายมาคุยกัน

วันที่ 20 ส.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นางมาวดี ศรีวิรัตน์ อายุ 55 ปี ลูกสาว”อาม่าฮวย”พร

วันที่ 20 ส.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นางมาวดี ศรีวิรัตน์ อายุ 55 ปี ลูกสาว”อาม่าฮวย”พร้อมด้วย นายกฤษฎา อินทามระ ทนายความ เดินทางเข้าพบ พงส.บก.ปอท. เพื่อให้พิจารณาตรวจสอบข้อมูลการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวบิดเบือนคาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงเมื่อวานนี้แล้วนั้น

ด้านนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความของนางฮวย ศรีวิรัตน์ หรืออาม่าฮวยมารดานางมาวดี ได้โพสต์แสดงความเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊กบัญชีชื่อ”ทนาย อนันต์ชัย ไชยเดช”(เจ้าหน้าที่รัฐ) ว่า…
“อาม่าฮวย ทวงเงินจนเลือดตาแทบกระเด็น และท้าให้ไปฟ้อง พอมาฟ้องกลับบอกว่าไม่คุยก่อน พูดเอาแต่ได้ ที่อาม่าฮวยฟ้องนั้นถูกต้องแล้วครับ” พร้อมฝากสื่อมวลชนให้ถามนางมาวดีแทนอาม่าฮวยหน่อยครับ….? เอาเงินอาม่าฮวย ไปทั้ง 2 ธนาคารเลยหรือ ? ไม่เหลือเงินให้อาม่าฮวยรักษาตัวเลยหรือ ? ตอนแถลงข่าว ไม่เห็นบอกนักข่าวเลยว่า ยังถอนเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบิ๊กซีสวนหลวง และสาขาถนนศรีนครินทร์ อีก 24,757,400 บาท ถ้าตรวจไม่เจอคงเงียบกริ๊บซิน่ะ ! 🙏ขอบคุณนักข่าวล่วงหน้าครับ🙏 ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช (ทนายกระดูกเหล็ก)

ซึ่งในประเด็นดังกล่าว นายกฤษฎา ทนายความนางมาวดี ตอบว่า….

“เขาแจ้งสองธนาคาร เราเห็นว่าอีกธนาคารหนึ่งไม่ได้ฟ้อง เราก็เลยไปสู้อยู่ในคดี 250 ล้านบาท แต่ในคดี 24 ล้านบาทนี้อาม่าฯ เป็นโจทก์ฟ้องร้องเองโดยมีหลานสาวเป็นผู้รับมอบอำนาจ
จะมาบอกว่าอยู่ๆ ทำไมอึมครึมอยู่ ไม่คืนเงินเขาล่ะ ? แบบนี้มันไม่ใช่นะ จริงๆ แล้วคดีนี้ผมเรียนให้ทราบเลยนะ ทางนางมาวดี เขารู้อยู่แล้วว่ามีการแจ้งสองธนาคาร เพียงแต่ว่ารอดูอยู่ว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง บังเอิญทางอัยการท่านไม่ฟ้อง ก็เลยจับตาดูว่าสิทธิของผู้เสียหายมาเป็นโจทก์ได้ พอมาปลายปี 63 เขาก็มาฟ้องเป็นคดีที่เพิ่งตัดสิน 24 ล้านไปนี้ ดังนั้นตรงนี้นางมาวดีไม่ได้เฉยเมยแต่อย่างใดนะครับ แต่ก็มองว่าฟ้องเมื่อไหร่เราก็สู้ แต่เมื่อสู้แล้วแพ้ มาถามว่าทำไมเพิ่งมาบอกมันไม่ใช่”

ด้านนางมาวดี กล่าวว่า “ทุกวันนี้นางฮวย อยู่กับพี่ชายตนซึ่งครอบครัวเรามีพี่น้องกันอยู่แค่สองคน คุณแม่ไม่สามารถพูดจาสื่อสารอะไรได้ในวันนี้แล้ว ตนและพี่ชายไม่มีโอกาสที่จะมาพูดคุยอะไรกันได้เพราะเขาไม่ให้เข้าบ้านมาหลายปีแล้วตัดขาดความสัมพันธ์กันไป”

นางมาวดีและนายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ถ้ามีเวทีที่เป็นตัวกลางให้สองฝ่ายมาคุยกันเราก็ยินดี ไม่ใช่ว่าจะมาโต้ข่าวกันไปมาแบบนี้”

ส่วนหลักฐานที่รวบรวมมาให้พนักงานสอบสวน บก.ปอท.ช่วยตรวจสอบดูก็เพื่อแค่ต้องการว่าเท่าที่รวบรวมมาวันนี้พอที่จำดำเนินคดีได้หรือไม่ ถ้าใช้ได้เราก็จะเตรียมเอาไว้ แต่ถ้าบอกเอาไปใช้ไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไร หลักฐานที่นำมาก็เป็นข่าวที่สื่อฯ นำเสนอออกไปผิด มีจำนวนเกินกว่าที่สำนักข่าว

การที่ด่วนเอาไปลงเผยแพร่อย่างนี้ต้องถามว่ามันออกมาจากใครล่ะ ? ข้อมูลเหล่านี้มันจะต้องมีคนส่งไปให้ คนส่งเป็นใครตนไม่อยากจะพูด ในวันที่ (17 ส.ค.)ศาลอ่านคำพิพากษานั้นเป็นช่วงโควิดอนุญาตให้เข้าฟังแค่เฉพาะโจทก์ จำเลย และทนายสองฝ่าย ดังนั้นคำพิพากษาหลุดออกไปถึงสื่อฯ จะหลุดไปจากใครก็คิดดูเอาเอง แต่พอส่งไปแล้วไม่รู้จักรับผิดชอบ จะให้สื่อฯ มารับผิดชอบ ตนไม่อยากที่จะมาลงโทษสื่อฯ

ที่มาพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท.เพื่อต้องการให้ช่วยดูหลักฐานที่รวบรวมมาว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นคดีที่อาม่าฮวยผู้เป็นแม่ฟ้องนางมาวดีลูกสาวเป็นจำเลย ศาลตัดสินไปเมื่อ 17 ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ 24 ล้านบาท จากการที่จำเลยถอนเงินจากธนาคาร 6 ครั้ง ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี แต่ข่าวนำเอาไปลงกันเป็นเงินจำนวน 250 ล้านบาท ซึ่งมันผิดคดีเลย ทำให้นางมาวดีได้รับความเสียหาย เนื่องจากคดีนี้ยังไม่ยุติอยู่ระหว่างการอุทธรณ์อยู่ เป็นการบิดเบือนคำพิพากษาไปเลย

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

แนะนำให้คุณ