จาก“สามัคคีเภท”ถึง“พาราสาวัตถี”(2)

สถาพร ศรีสัจจังถ้าจะให้ถูกตามหลัก “ตรรกะแห่งการเขียน” บทความเรื่องนี้ควรจะต้องตั้งชื่อเรื่องว่า “จาก

สถาพร ศรีสัจจังถ้าจะให้ถูกตามหลัก “ตรรกะแห่งการเขียน” บทความเรื่องนี้ควรจะต้องตั้งชื่อเรื่องว่า “จากพาราสาวัตถี ถึง สามัคคีเภท”มากกว่าชื่อเรื่องเดิมที่ตั้งไว้ เพราะความเป็น “พาราสาวัตถี” เป็นเหตุแห่งการ “สามัคคีเภท” แต่พอมาคิดดูลึกๆอีกที ชื่อเรื่องเดิมก็น่าจะใช้ได้กล่าวคือ เพราะกลุ่มชนชั้นปกครองผู้บริหารบ้านเมืองไทยตอนนี้ กำลังทำให้เมืองไทยกลายเป็นเหมือนเมืองสาวัตถีในอินเดียโบราณ คือไม่สนใจในทุกข์สุขของประชาชนหรือความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด ความคิดกิจกรรมของพวกเขาล้วนมุ่งแต่สนใจจะทำแต่เรื่องที่ประเมินแล้วว่าจะได้ประโยชน์แก่ตนหรือกลุ่มพวกพ้องตนเท่านั้น!บ้านเมืองจึงแตกเป็นกลุ่มเป็นเหล่า แยกเขี้ยวเข้าใส่กัน ขบกัดกัน โดยไม่จำแนกแยกแยะว่า นั่นเป็นน้องนี่เป็นพี่หรือนั่นเป็นใคร ลงว่าขวางทางผลประโยชน์ของพวกกูหรือกลุ่มกู ก็ต้องฟัดไว้ก่อน บ้านเมืองจึงเกิด “สามัคคีเภท” ก่อภาพให้หลายฝ่ายที่มีสติ (แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสตังค์) พอจะประเมินได้โดยทั่วกันว่า ความตกต่ำล่มสลายของสังคมไทยน่าจะกำลังแยกเขี้ยวรออยู่เบื้องหน้าอีกไม่ไกลนัก เสียงของพวกโจรฉ้อฉลปล้นประเทศที่หนีคดี หนีระบิลบ้านเมืองจึงกระหึ่มประสานก้องดังขึ้นอีกครั้งครา หลังสร่างซาไปได้พักหนึ่ง บรรดาสมุนสาวกทั้งหลายก็ได้รับการเติมเบี้ยเติมน้ำมันปั่นพลังคลั่งคลุ้มสุมหัวกันออกอาละวาดกลางโรคระบาดใหญ่โดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ด้วยประเมินขาดว่าบรรดา “ผู้ยิ่งใหญ่ในบ้านเมือง” ที่แข่งกันเขื่องโขกันอยู่ในหมู่เองรั้น ที่แท้ก็ล้วนบ่มิไก๊ไร้น้ำยา!บ้านเมืองจึงกลายเป็น “พาราสาวัตถี” เพราะเกิด “สามัคคีเภท” ขึ้นในบ้านเมืองอย่างที่ใครๆทั้งในนอกล้วนแล้วแต่เห็นได้อย่างชัดแจ้งแทงหน่วยตาทั้งสิ้น!ลองฟังดูอีกสักหน่อยเถอะนะ ว่าบรรยากาศใน “พาราสาวัตถี” ที่สุนทรภู่เคยเขียนบรรยายไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อนจะเหมือนหรือต่างกับบรรยากาศทางการเมืองของไทยตอนนี้อย่างไรบ้าง :“…พาราสาวัตถี/ใครไม่มีปรานีใคร/สุดแท้ถือแต่ใจ/ที่ใคร่ได้ใส่เอาพอ/ผู้ที่มีฝีมือ/ทำดุดื้อไม่ซื้อขอ/ไล่คว้าผ้าที่คอ/อะไรล่อก็เอาไป/ข้าเฝ้าเหล่าเสนา/มิได้ว่าหมู่ข้าไท/ถือน้ำร่ำเข้าไป/แต่น้ำใจไม่นำพา/หาได้ใครหาเอา/ไพร่ฟ้าเศร้าเปล่าอุรา/ผู้ที่มีอาญา/ไล่ตีด่าไม่ปรานี/ผีป่ามากระทำ/มรณกรรมชาวบุรี/น้ำป่าเข้าธานี/ก็ไม่มีที่อาศัย…”ขณะที่วรรณคดีเรื่อง “สามัคคีเภทคำฉันท์” ของมหากวีชิต บุรทัต แจ้งสอนและเตือนสติเรื่อง “ผลแห่งการแตกสามัคคี”ที่มีเหตุเกิดจากชนชั้นปกครอง “ไร้” อปริหายธรรม “ธำรง” ..ใน “พาราสาวัตถี” มหากวีอย่างท่านสุนทรภู่กลับมุ่งชี้สอนเรื่อง “เหตุแห่งหายนะของบ้านเมืองว่า “เพราะเกิด” กาลกิณี 4” ขึ้นในหมู่ชนชั้นปกครอง (นักการเมือง?) จึงทำให้บ้านเมืองเละตุ้มเปะเพราะถูกกาลกิณี 4 ดังกล่าวจู่โจม!กาลกิณี 4 ประการที่ท่านสุนทรภู่เอามาสาธกเป็นคำกาพย์ไว้ในวรรณคดีชิ้นสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรื่อง “พระไชยสุริยา” สามารถสรุปได้เป็นความร้อยแก้วสั้นๆคือ :1.การเห็นผิดเป็นชอบ(ของบรรดาอำมาตย์) ทำให้คนชั่วสามารถทำร้ายคนดีได้2.ลูกศิษย์คิดล้างครู ลูกไม่รู้บุญคุณพ่อแม่3.การเบียดเบียน ฆ่าฟันและมุ่งทำลายกันเพียงเพื่อผลประโยชน์ตนและกลุ่มพวก4.โลภมากและมีจิตริษยาไหนๆก็ยกเรื่อง “กาลกิณี4” มาอรรถาธิบายแล้ว ลองฟังสำนวนของท่านสุนทรภู่ให้รื่นหูในเรื่องนี้สักหน่อยจะดีไหม?ท่านว่าของท่านไว้ตอนหนึ่งดังนี้!:“…เล็งดูรู้คดี/กาลกิณีสี่ประการ/ประกอบชอบเป็นผิด/กลับจริตผิดโบราณ/สามัญอันธพาล/ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม/ลูกศิษย์คิดล้างครู/ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน/ส่อเสียดเบียดเบียนกัน/ชอบฆ่าหันคือตัณหา/โลภลาภบาปบ่คิด/โจทก์จับผิดริษยา/อุระพสุธา/ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง/ประดาสามัญสัตว์/เกิดวิบัติปัตติปาปัง/ไตรยุคทุกขตรัง/สังสัจฉระอวสาน…”จากนั้นบ้านเมืองก็เกิดสภาวะดังนี้ : “…คดีที่มีคู่/คือไก่หมูเจ้าสุภา/ใครเอาข้าวปลามา/ให้สุภาก็ว่าดี/ที่แพ้แก้ชนะ(คิดถึงคดี “พี่บอส” กับ “พี่โอ้ค” บ้างหรือเปล่า?)/ไม่ถือพระประเวณี/ขี้ฉ้อก็ได้ดี/ไล่ด่าตีมีอาญา/ที่ซื่อถือพระเจ้า/ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา/ผู้เฒ่าเหล่าเมธา/ว่าใบ้บ้าสาระยำ/ภิกษุสมณะ/เหล่าก็ละพระสะธำษ์/คาถาว่าลำนำ/ไปเร่ร่ำทำเฉโก…”อ่านแล้วฟังแล้วเห็นเป็นยังไงกันบ้าง? เหมือนหรือไม่เหมือนกับสภาวะของกลุ่มชนชั้นปกครอง (และบางสงฆ์) ในประเทศสารขันธ์ตอนนี้,อย่างไรบ้างมากหรือน้อยแค่ไหน?ไม่ใช่ดูแคลน แต่ก็ย่อมรู้ๆกันอยู่ไม่ใช่หรือ? ว่ากลุ่มคนพวกนี้จะมีสักกี่คนที่ให้เวลาสนใจกับเรื่องงานศิลปะงานเรื่องที่เกี่ยวกับความจริง ความดี และความงาม เช่น งานสร้างสรรค์วรรณศิลป์มรดกวรรณคดีไทยอย่างเรื่อง “พระไชยสุริยา” ของมหากวีสุนทรภู่ ที่องค์การสหประชาติประกาศยกย่องให้เป็นกวีของโลก หรืองาน “คำฉันท์” ที่โดดเด่นอย่าง “สามัคคีเภท” ของนายชิต บุรทัต กวีไพร่สามัญชน (แม้พวกที่บอกว่าตัวเองเป็น “ไพร่” ก็เถอะ!)ก็เขียนๆไปให้ตัวเองพอสบายใจอย่างนั้นแหละ! คิดเสียว่าสีซอให้ควายฟังเล่นๆพอครื้มๆก็พอแล้วเนาะ ยุคที่บ้านเมืองกำลังจะล่มจมอับปางอย่างเมื่อนี้ หญ้าแพรกอย่างเราๆจะทำอะไรได้มากกว่านี้อีกเล่า?!!!

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow