พิษ“โลกร้อน”ต้อนคนกว่า200ล.ย้ายถิ่น

ยกให้เป็นเทรนด์ เป็นกระแส ที่ประชาคมโลก พูดถึงหนาหูด้วยความหวั่นวิตกมากที่สุดกระแสหนึ่ง สำหรับ กระแส

ยกให้เป็นเทรนด์ เป็นกระแส ที่ประชาคมโลก พูดถึงหนาหูด้วยความหวั่นวิตกมากที่สุดกระแสหนึ่ง สำหรับ กระแสประชาคมโลกที่ว่าด้วย “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” หรือ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นวิกฤติขอโลกเราที่จำเป็นต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพราะวิกฤติภาวะโลกร้อนที่ว่า พาให้เกิดผลกระทบ ก่อปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ จากการที่สภาพอากาศแปรปรวนสารพัดตามมา ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ไฟป่า วาตภัย อุทกภัย ในพื้นที่ต่างๆ แทบจะทั่วภูมิภาคของโลกเรา ซึ่งมีความรุนแรงยิ่งกว่าแต่ก่อนทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ บรรดากลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนหน่วยงาน องค์การระหว่างประเทศต่างๆ ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่า นับวันจะยิ่งเลวร้ายเพิ่มมากขึ้น หากประชาชาวโลกไม่ร่วมมือกันแก้ไขไม่เว้นแม้กระทั่งอย่าง “ธนาคารโลก” หรือ “เวิลด์แบงก์” ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ การเงินโลก ก็ยังออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์วิกฤติของภาวะโลกร้อนนี้ ด้วยการจัดทำเป็นรายงานออกมาเป็นระยะๆโดยฉบับล่าสุด ออกมาเผยแพร่เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีชื่อว่า “กรานด์สเวลล์ พาร์ท 2” หรือ “กระแสสังคมส่วนใหญ่ ภาค 2” ซึ่งเป็นภาคใหม่หลังจากเคยออกภาคแรก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะศึกษาติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องกันมาเกี่ยวกับวิกฤตภาวะโลกร้อนที่ถล่มโลกเรามาอย่างไม่หยุดยั้งรายงานภาค 2 ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมานั้น ทางเวิลด์แบงก์ ก็ระบุว่า วิกฤติภาวะโลกร้อน หรือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ที่สภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ จะส่งผลให้ประชาคมโลกเรา ในพื้นที่ 6 ภูมิภาค ต้องอพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 216 ล้านคนภายใน 30 ปีข้างหน้า หรือในปี 2050 (พ.ศ. 2593)ในรายงานยังจำแนกแจกแจง 6 ภูมิภาคข้างต้นว่า มีที่ใดบ้างนั้น ก็เปิดเผยว่า ได้แก่ บริเวณใต้ทะเลทรายซาฮาราของทวีปแอฟริกา พื้นที่ตอนเหนือของทวีปแอฟริกา เอเชียตะวันออก-แปซิฟิก เอเชียใต้ เอเชียกลาง ละตินอเมริกา หรืออเมริกาใต้ และแม้กระทั่งยุโรปตะวันออกโดยบริเวณใต้ทะเลทรายซาฮาราของทวีปแอฟริกาจะเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติภาวะโลกร้อน ที่สภาพอากาศแปรปรวนหนักที่สุด เนื่องจากจะส่งผลทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานมากถึง 86 ล้านคน รองลงมาเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่จำนวนตัวเลข 49 ล้านคนถัดมาก็เป็นภูมิภาคแอฟริกาเหนือ จำนวน 40 ล้านคนตามมาด้วยภูมิภาคละตินอเมริกา จำนวน 17 ล้านคนปิดท้ายด้วยภูมิภาคเอเชียกลาง และภูมิภาคยุโรปตะวันออก ที่จำนวน 5 ล้านคนเท่ากันโดยพื้นที่เหล่านี้ จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติภาวะโลกร้อนเป็นประการต่างๆ จนประชาชนตัดสินใจอพยพย้ายถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง จนทำให้ผลิตผลทางการเกษตรของพวกเขาประสบความล้มเหลว ไฟป่าที่ไหม้ลุกลามเข้าไปในพื้นที่ชุมชนจนวายวอด มิอาจพำนักอยู่ต่อไปได้ การที่ต้องผจญกับปรากฏการณ์ฝนตกหนักจนน้ำท่วมสูงฉับพลัน และเป็นเหตุเกิดการดินถล่มบริเวณพื้นที่อาศัย รวมไปจนถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น จนมิอาจพำนักอาศัยอยู่ในที่เดิมได้อีกต่อไปความแปรปรวนของสภาพอากาศอันเกิดจากวิกฤติภาวะโลกร้อนข้างต้น ก็ยังจะส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ฮอตสปอต” หรือ “จุดร้อน” คือ จุดที่มีอุณหภูมิสูงกว่าที่อื่นๆ ซึ่งในประเด็นนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญ อย่าง ดร.ฟรีเดริก ออตโต ผช.ผอ.สถาบันการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ออกมาระบุว่า อาจจะได้เห็นโลกเราในช่วงฤดูร้อนของแต่ละปีมีอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานหลายวันมากขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อน โดยอาจเห็นถึง 14 วัน ต่อปีก็เป็นได้รายงานของเวิลด์แบงก์ ยังมีข้อแนะนำด้วยว่า เพื่อชะลอปัจจัยต่างๆ อันเป็นสาเหตุของวิกฤติปัญหา และหลีกเลี่ยงสภาวะการณ์อันเลวร้ายข้างต้น ก็ต้องผู้กำหนดนโยบายของทางการประเทศต่างๆ ต้องเร่งหามาตรการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเร็วที่สุด เช่น การลดการใช้พลังงานจากซากฟอสซิล อันเป็นตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก จากก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยออกมา เป็นต้น

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

แนะนำให้คุณ